“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”ชี้เป้าโอกาสไทยในยุโรป สร้างแกน“ประตูการค้า(Gateway)อาเซียน-อียู รุกตลาดพันล้านคน 27ล้านล้านดอลล่าร์

“อดีตรัฐมนตรีอลงกรณ์”ชี้เป้าโอกาสไทยในยุโรป สร้างแกน“ประตูการค้า(Gateway)อาเซียน-อียู รุกตลาดพันล้านคน 27ล้านล้านดอลล่าร์
    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand)อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยวันนี้ว่า ในปี 2568 สหภาพยุโรปถือเป็น คู่ค้าอันดับ 4 ของไทย (รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น) โดยมีมูลค่าการค้ารวม 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% จากปี 2567 โดยไทยส่งออกไปอียูมูลค่า 26,449 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงถึง 9.27% และนำเข้าจากอียูมูลค่า 18,584 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86%ทั้งนี้ไทยเป็นฝ่าย ได้เปรียบดุลการค้า ประมาณ 7,865 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับภาพรวมในปี 2569 นี้ คาดว่ามูลค่าการค้าจะยังคงขยายตัวได้ในกรอบ 3-5% โดยมีภาคอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอาหารแปรรูปเป็นตัวชูโรงหลักครับ
ส่วนความคืบหน้า FTA ไทย-อียูสามารถสรุปข้อบทได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท หลังจากการเจรจารอบที่ 8 ที่เชียงใหม่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569ซึ่งหากปิดดีลได้ตามเป้าหมายภายในปีนี้ จะส่งผลให้มูลค่าการค้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) หรือกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) คือมาตรการเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่ อียูเริ่มบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนอย่างเข้มงวด เป็นความท้าทายต่อผู้ส่งออกไทยที่ต้องเร่งปรับตัว
ในมุมมองของตนคิดว่า ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดในสหภาพยุโรป 27 ประเทศ มีประชากร 450 ล้านคนและมีจีดีพี.23 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ส่วนอาเซียน 11 ประเทศมีประชากร 700 ล้านคน จีดีพี. 4.5 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐแนวทางหนึ่งที่จะเพิ่มการค้าคือสร้างแกนเชื่อม2ประตูการค้าโดยไทยเป็นประตูการค้า(Gateway)
ของอาเซียนและลักเซมเบิร์กเป็นประตูการค้า(Gateway)ของยุโรป
ทั้งนี้เพราะความสัมพันธ์ระหว่างไทยและลักเซมเบิร์กมีความราบรื่นและแน่นแฟ้นมาอย่างยาวนานในหลายมิติ
1.ความสัมพันธ์ทางการทูต
การสถาปนาความสัมพันธ์: ทั้งสองประเทศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2502 (ค.ศ. 1959) ซึ่งมีความผูกพันใกล้ชิดโดยเฉพาะในระดับพระราชวงศ์
• สถานเอกอัครราชทูต: ไทยมีสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบรัสเซลส์ (เบลเยียม) ที่ดูแลเขตอาณาครอบคลุมลักเซมเบิร์ก ส่วนลักเซมเบิร์กมีสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ณ กรุงเทพฯ ซึ่งถือเป็นสถานทูตแห่งเดียวของลักเซมเบิร์กในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนถึงการให้ความสำคัญกับไทยเป็นอย่างมาก
2. ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
ลักเซมเบิร์กแม้จะเป็นประเทศเล็ก แต่มีความโดดเด่นระดับโลกในด้านการเงินและเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นจุดที่ไทยให้ความสนใจในการร่วมมือ:
• ศูนย์กลางทางการเงิน (Financial Hub): ลักเซมเบิร์กเป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการกองทุนรวมอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ไทยและลักเซมเบิร์กมีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน FinTech, Green Finance (การเงินสีเขียว) และการพัฒนาตลาดทุน
• อุตสาหกรรมอวกาศและดาวเทียม: ลักเซมเบิร์กเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอวกาศเชิงพาณิชย์ (Space Resources) ซึ่งมีความร่วมมือกับไทยผ่านทางสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ในด้านการใช้ประโยชน์จากดาวเทียม
• โลจิสติกส์: สายการบิน Cargolux ของลักเซมเบิร์กใช้กรุงเทพฯ เป็นจุดกระจายสินค้าสำคัญในภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง
3. การค้าและการลงทุน
• สินค้าส่งออกสำคัญของไทย: เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์, อัญมณีและเครื่องประดับ, ผลิตภัณฑ์ยาง และของชำร่วย/ของตกแต่งบ้าน
• สินค้านำเข้าสำคัญจากลักเซมเบิร์ก: เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ผลิตภัณฑ์เหล็กและเหล็กกล้า, และเคมีภัณฑ์
• การลงทุน: บริษัทชั้นนำจากลักเซมเบิร์กมีการลงทุนในไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมพลาสติก ยานยนต์ และลวดเหล็ก (เช่น บริษัท Bekaert)
4. โอกาสในอนาคต: “Green & Digital”
ในยุคปัจจุบัน ทั้งสองประเทศมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายเดียวกันคือ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และ เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้
• Circular Economy: การแลกเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งลักเซมเบิร์กมีความเชี่ยวชาญในการจัดการทรัพยากร
• AI และ Deep Tech: การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสตาร์ทอัพของทั้งสองประเทศ เพื่อใช้ลักเซมเบิร์กเป็นประตู (Gateway) สู่ตลาดสหภาพยุโรป (EU)
“ความสัมพันธ์นี้เป็นลักษณะ “Small but Strategic” หรือเป็นพันธมิตรขนาดเล็กแต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์สูง โดยเฉพาะการใช้จุดแข็งด้านการเงินและนวัตกรรมมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กันและกันซึ่ง
ลักเซมเบิร์ก เป็นประเทศเล็กในใจกลางทวีปยุโรปแต่มั่งคั่งร่ำรวยแม้มีประชากรเพียง6แสนกว่าคนตั้งอยู่ระหว่าง2ประเทศใหญ่คือฝรั่งเศสและเยอรมัน ครองตำแหน่งศูนย์กลางการบริหารจัดการกองทุนรวม (Investment Fund Center) อันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา และเป็น อันดับ 1 ในยุโรป.
“ผมมีโอกาสร่วมวงสนทนากับเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย ฯพณฯ แพทริก เฮมเมอร์ (H.E. Mr. Patrick Hemmer) ซึ่งเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2565 นอกจากประเทศไทยแล้ว ท่านยังดูแลครอบคลุมประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีกหลายประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา สิงคโปร์ และเวียดนาม มีสถานเอกอัครราชทูตตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางหลักโดยมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความสัมพันธ์เชิงรุก โดยเฉพาะในมิติใหม่ๆ ที่ลักเซมเบิร์กมีความเชี่ยวชาญระดับโลก อาทิ
“Green Finance” และเศรษฐกิจยั่งยืน: นายแพทริก เฮมเมอร์ เป็นผู้ผลักดันหลักในการสร้างความร่วมมือด้านการเงินสีเขียว (Green Finance) โดยนำองค์ความรู้จากลักเซมเบิร์กซึ่งเป็นผู้นำด้านนี้มาแลกเปลี่ยนกับสถาบันการเงินและตลาดหลักทรัพย์ของไทย เพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศ (Space & Connectivity): ท่านให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีดาวเทียมและการสื่อสาร ซึ่งลักเซมเบิร์กมีศักยภาพสูง โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานด้านอวกาศของไทย (GISTDA) และภาคเอกชน
• การทูตเชิงพาณิชย์และนวัตกรรม: ในช่วงปี 2567-2568 ท่านได้เข้าพบหารือกับรัฐมนตรีหลายกระทรวงของไทย เพื่อหาแนวทางเพิ่มมูลค่าการค้า โดยเน้นกลุ่มสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ดิจิทัล และโลจิสติกส์
• การจัดประชุม Bilateral Consultations ครั้งแรก: ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 ท่านมีบทบาทสนับสนุนการจัดประชุมหารือทวิภาคี (Bilateral Consultations) ไทย-ลักเซมเบิร์ก ครั้งที่ 1 เพื่อวางรากฐานความร่วมมือในอีกทศวรรษข้างหน้า
    นอกจากนี้ท่านยังมีบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาและวัฒนธรรม เช่น การสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมยุโรปในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องด้วย
    “ผมเห็นด้วยกับท่านเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กที่ย้ำถึงการใช้ลักเซมเบิร์กเป็น “Gateway to Europe” สำหรับผู้ประกอบการไทย และในขณะเดียวกันก็ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญของลักเซมเบิร์กในภูมิภาคอาเซียน.”
สำหรับเวทีสนทนาจัดโดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
ประธานสถาบันสร้างชาติ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีโดยมีบุคคลสำคัญร่วมหารือแลกเปลี่ยนเช่น
1.นายแพทริค เฮมเมอร์เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์ก
2.อลงกรณ์ พลบุตร: ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
3.นายวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภาและอดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ
4.รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมคุณธรรม (องค์การมหาชน) ประเทศไทย
5.ดร. ชัยยงค์ สัจจิพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา, สวิตเซอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้, อิตาลี, อินโดนีเซีย และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ
6.นายไซมอน โมแรน ประธานหอการค้าไทย-ออสเตรเลีย
7.ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ผู้อำนวยการของสถาบันสหสวรรษ
8.นายกฤษฎา เปี่ยมพงศ์สานต์ อดีตรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ อดีตรองประธานกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก (WTO)
9.ดร.รอม หิรัญพฤกษ์ กรรมการบริหาร (ผู้เชียวชาญ) สภาปัญญาสมาพันธ์ และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ
10.ดร.บัณฑิต นิจถาวร ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลอดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
11.นายธีรศักดิ์ ศิริพันธ์ กรรมการผู้จัดการ โบเวอร์กรุ๊ปเอเชีย (ประเทศไทย)
12.ดร. ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
13.นายเจน นำชัยศิริ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
14. เบรนตัน มอริเอลโล เอเอ็ม กรรมการ บริษัท แคปิตอล พรูเดนเชียล ฯลฯ

Related posts